ความเป็นมาปางอธิษฐานเพศบรรพชิต

“พุทธศาสนา” เป็นศาสนาที่อยู่กับเราชาวโลกมายาวนานมากกว่า 2500 ปี และถือเป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา ซึ่งพุทธประวัติของพุทธศาสนาก็มีเรื่องราวมายาวนาน โดยหลังจากระยะเวลาผ่านไปศาสนาพุทธก็ได้เผยแผ่ออกไปทั่วทุกทิศทางจนเป็นที่แพร่หลายในหลายๆประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นก็คือประเทศไทย ซึ่งสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชนนอกจากจะเป็นหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เห็นจะเป็น ศาสนาสถาน วัดวาอารามต่างๆ พระพุทธรูป เป็นต้น

ซึ่งพระพุทธรูปก็ถือเป็นสิ่งที่มีประวัติความเป็นมาที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคเวลาและสถานที่ที่พบเจอ และหนึ่งในพระพุทธรูปปางที่มีความสำคัญตามเหตุการณ์ของพุทธประวัติ ก็คือ “พระพุทธรูปปางอธิษฐานเพศบรรพชิต” ที่ชาวพุทธอย่างเราอยากทราบถึงเหตุการณ์ก่อนจะมาเป็นพระพุทธรูปปางนี้  เริ่มตั้งแต่การประสูติของ “เจ้าชายสิทธัตถะ” ลูกชายของ “พระเจ้าสุทโธทนะ” เจ้าเมืองกรุงกบิลพัสดุ์ และ พระนางสิริมหามายา ผู้เป็นมารดา เจ้าชายสิทธัตถะมีพระประสูติกาล ณ ป่าลุมพินีวัน ตอนพระองค์ถือกำเนิดขึ้นสามารถย่างพระบาทไปได้ 7 พร้อมกับมีดอกบัวมารองรับหลังจาก เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติพระเจ้าสุทโธทนะก็ได้เชิญพราหมณ์มาทำนายดวงชะตาของเจ้าชายน้อย ซึ่งพราหมณ์เกือบทั้งหมดต่างทำนายว่า “หากเจ้าชายอยู่ในราชสมบัติจะได้เป็นพระราชาที่ดี แต่หากออกบวชจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” แต่มีเพียงคนเดียวที่ทำนายต่างออกไปนั่นก็คือ “ โกณฑัญญะพราหมณ์ ” ที่ทำนายไว้ว่า “จะได้ออกบวชและได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า” หลังจากเวลาผ่านไป เจ้าชายสิทธัตถะได้เติบใหญ่ขึ้นเป็นเจ้าชายรูปงามทั้งเก่งและมีความสามารถ โดยที่พระเจ้าสุทโธทนะได้ให้เจ้าชายอยู่แต่ในรั้วในวังปกปิดความไม่ดีไม่งามของโลกไว้จนหมดสิ้นเพื่อที่เจ้าชายจะไม่ต้องตัดสินใจไปออกบวช และต่อมาเจ้าชายสิทธัตถะได้อภิเสกกับภรรยาสาวสวยชื่อ พระนางยโสธรา พิมพา ราชธิดาพระเจ้าสุปปพุทธะ แห่งกรุงเทวทหะนคร และมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน ชื่อ ราหุล

ชีวิตของเจ้าชายก็ดำเนินต่อไปเรื่อยมา จนกระทั่งวันหนึ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะที่ขอ พระเจ้าสุทโธนะ ไปเที่ยวชมเมืองบ้าง ทางด้านพระเจ้าสุทโธทนะก็ไม่ค่อยจะอยากให้เจ้าชายไปเที่ยวชมเมืองสักเท่าไหร่ เลยให้ต้อนผู้คน ที่เจ็บป่วย คนแก่ และคนตาย พิธีศพ ต่างๆไปไว้นอกเมือง แต่ระหว่างที่เจ้าชายสิทธัตถะกำลังชมเมืองอยู่นั้นก็ได้พบกับ คนป่วย คนเจ็บ คนตาย และนักบวชที่มีท่าทางดูน่าเลื่อมใส มีอาการสงบเรียบร้อยดูไร้ซึ่งความทุกข์ต่างจากที่เจ้าชายพบเห็นความเศร้าโศกของคนป่วยคนเจ็บคนตายมา เจ้าชายสิทธัตถะตั้งใจจะออกผนวชแต่เกิดมีบ่วงขึ้นมาก่อนนั่นก็คือ “ราหุล” บุตรชายของเจ้าชาย ก่อนคืนที่เจ้าชายตัดสินใจจะออกผนวชได้เข้าไปหานางพิมพา และ กอดบุตร ก่อนจะตัดสินใจหนีออกบวชเมื่อพระชนม์พรรษา ๒๙ ปี ทรงหนีออกไปตอนกลางคืนโดยขี่ม้าคู่ใจ ชื่อ “กัณฐกะ” และ คนใช้คู่ใจ “ฉันนะ” เจ้าชายได้เดินทางจนมาถึงแม่น้ำ “แม่น้ำอโนมา” ได้ทรงตัดมวยผมออกครองเพศบรรพชิต ละตรัสกับ ฉันนะให้นำของมีค่ากลับเมืองไป หากตนบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจะกลับไป

จึงเป็นที่มาทำให้เกิดเป็นพระพุทธรูปปางปางอธิษฐานเพศบรรพชิต ที่อยู่ในอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายหงายวางบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวายกขึ้นตั้งฝ่าพระหัตถ์เสมอพระอุระ (อก) เบนฝ่าพระหัตถ์ไปทางซ้าย อันเป็นลักษณะของการถือเพศบรรพชิต ซึ่งในปัจจุบันความเชื่อของคนไทยให้พระพุทธรูปปางนี้เป็นปางประจำปีนักษัตร คือ ปีเถาะ (กระต่าย) อย่างไรก็ตามพระพุทธรูปก็ถือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงเท่านั้น หากเราไม่ยึดมั่นถือมั่นในความดีศาสนาและความดีงามก็จะสูญหายไปตลอดกาล ดังนั้น อยากให้ทุกคนปฏิบัติตนเป็นคนดี รู้จักช่วยเหลือเผื่อแผ่ผู้อื่นเพื่อให้ศาสนาที่ดีงามคงอยู่กับเราทุกคนตลอดไป