ปุษยคีรีหมายถึงอะไร

“ปุษยคีรี” เป็นจารึกที่มีอายุมากกว่าหลายร้อยปี คาดว่าอยู่ในช่วงประมาณ พ.ศ. 1300 เราเคยมีแนวคิดที่ว่า ปุษยคีรีอาจเป็นชื่อเมืองในสมัยของอู่ทอง ซึ่งคล้ายกับเมืองที่เป็นที่รู้จักกันดีใน “ปุษกราวดี” เมื่อดูจากความหมายที่มันสื่อออกมาแล้วเราสามารถอธิบายได้ดังนี้ ในส่วนของคำว่า “ศิริ” มีความหมายว่า “ภูเขา” ส่วนคำว่า “ปุษย” เป็นภาษาสันกฤตมันมีความหมายว่า “ดอกไม้” เมื่อเรานำคำทั้งสองมารวมกันก็จะมีความหมายว่า “ภูเขาที่เต็มไปด้วยดอกไม้” ดังนั้นมันอาจแปลได้ว่ามันหมายถึง “เขาปุษยะ” ตามตำนานของศาสนาพราหมณ์มันคือสวนของพระวรุณ

นอกจากนี้ทางชมพูทวีปยังมีภูเขาสองแห่งที่เรียกว่า “เขาปุษยคิริ” เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งแรกที่ตั้งอยู่ในเมืองนาคารชุนโกณฑ์ และอีกแห่งอยู่ที่รัฐโอริสสา แต่เนื่องจากศิลาจารึกนี่พบอยู่ในบริเวณของเมืองอู่ทอง ทำให้เราคิดได้ว่าภูเขาที่กล่าวถึงคงจะเป็น “แนวเขาทำเทียม” เพราะที่นี่ยังพบโบราณสถานอีกมากมายในสมัยทวารวดี แถมยังมีการขุดพบหลักฐานสำคัญอีกจำนวนมาก สิ่งที่ทำให้แนวเขาทำเทียมกลายเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองอู่ทองนั่นก็เพราะคนในสมัยก่อนมีความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณเป็นอย่างมาก จนคิดว่าสิ่งเหล่านี้มักจะอยู่บนภูเขาสูงซึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้คนในสมัยนั้น

news-Putsai-Khiri-site

ความเกี่ยวโยงกับพระเจ้าอโศก

มีความเป็นไปได้ที่พระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ. 240 – พ.ศ. 312) จะเผยแพร่ศาสนามาถึงประเทศไทย พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตของอินเดีย เป็นผู้ที่ขยายอำนาจการปกครองแพร่ขยายไปทั่วทั้งดินแดนตะวันตก โดยเฉพาะประเทศอัฟกานิสถาน ไปจนถึงทางตะวันออกอย่างบังกลาเทศ จึงอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เมื่อดูจากการแพร่ขยายอำนาจอย่างรวดเร็วของพระองค์ที่อาจเดินทางมาถึงดินแดนสยาม อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานมายืนยันในเรื่องดังกล่าวนี้โดยเฉพาะหลักฐานที่มีอายุอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน

แถมในอดีตตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ก็ยังไม่เคยมีการกล่าวถึงการมาเยือนดินแดนสุวรรณภูมิของพระเจ้าอโศก มันคงจะเป็นไปได้ยากเมื่อเราดูจากความสัมพันธ์ของเวลาเมื่อครั้งที่หลวงจีนเสวียนจั้ง (พระถังซัมจั๋ง) ได้เริ่มเขียนบันทึกการเดินทางสู่แดนตะวันตกโดยหนึ่งในสถานที่หมายปลายทางคือการเดินทางไปเยือนภูเขาปุษปคีรีในรัฐโอริสสา โดยช่วงเวลาที่หลวงจีนเสวียนจั้งมีชีวิตอยู่นั้นคือยุคหลังพระเจ้าอโศกเกือบ 900 ปี (พ.ศ. 1145 – พ.ศ.1207) ในขณะที่ศิลาจารึกชิ้นนี้ก็มีอายุหลังจากนั้นต่อมาเกือบ 1,000 ปี จึงแทบจะไม่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นความจริง