ศิลปะพระพุทธรูปตามสมัยไทย

อย่างที่ทราบกันดีพระพุทธศาสนาได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกของเรามานานกว่า 2500ปี โดยมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย โดยศาสนาพุทธได้เผยแผ่เข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 236 จากการสังคายนาครั้งที่ 3 โดยในยุคนั้นมี พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้อุปถัมภ์ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 9 เดือน โดยใจความความสำคัญของการสังคายนาครั้งนี้ได้เน้นไปในเรื่องของการกำจัดนักบวชปลอมที่เข้ามาปะปนจนสร้างความเสื่อมเสียให้พุทธศาสนา แต่การสังคายนานี้ก็มีผลต่อประเทศไทยด้วย โดยพระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระอรหันต์ไป 9 สาย โดยหนึ่งในนั้นคือ สายที่เผยแผ่ไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ในยุคนั้นเรียกว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ โดยสายมีมีพระโสณเถระกับพระอุตตรเถระ พร้อมคณะ เป็นผู้นำศาสนาพุทธมาเผยแผ่ หลังจากเหตุการณ์การสังคายนาครั้งนั้นทำให้ประเทศไทยได้รู้จักกับพระพุทธศาสนาและได้มีการสร้างศาสนาสถานและพระพุทธรูปมากมายขึ้นในแต่ละยุคสมัยของไทย

เริ่มต้นจากสมัยทวารวดี  (พุทธศตวรรษที่ 12 -16) ที่เป็นยุคเริ่มต้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากอินเดีย เช่นศิลปะปาละ,ศิลปะคุปตะ ฯลฯ ที่เป็นศิลปะที่จีวรของพระพุทธรูปเป็นแบบเรียบไม่มีริ้ว,ปางนั่งขัดสมาธิที่ขัดแบบหลวมๆลักษณะของพระพักตร์จะกลม พระขนงเป็นรูปปีกกา พระนาสิกแบน พระโอษฐ์หนาแบะ และในยุคปลายก็มีการปะปนมาของศิลปะขอมด้วย

ต่อมาใน สมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13 – 18) คนส่วนใหญ่ในสมัยนี้จะนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานเป็นส่วนใหญ่ เป็นศิลปะของชาวใต้ในประเทศไทย มีการสร้างพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และหลักฐานที่สำคัญในยุคสมัยนี้ก็เห็นจะเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ในสมัยบายน เป็นยุคที่ศิลปะขอมรุ่งเรืองมาก พระพุทธรูปมีลักษณะพิเศษของศิลปะสมัยบายนโดยเฉพาะ คือ แสดงอาการยิ้ม พระเนตรปิดเหลือบลงต่ำ แสดงถึงสมาธิ และความสงบ นิยมเรียกว่า “ยิ้มแบบบายน”

สมัยสุโขทัย  (ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 – 20)  ในสมัยนี้ศิลปะของพระพุทธรูปได้รับอิทธิพลมาจากลังกาและพม่า มีศิลปะปาละที่จะมีลักษณะเด่นเป็นเรื่องของพระวรกายที่อวบอ้วน จีวรสั้น

นอกจากนี้ยังเป็นยุคที่ศิลปะของพระพุทธรูปเป็นยุคที่สวยที่สุดของไทยอย่างปางที่มีชื่อเสียงมาก ได้แก่ ปางมารวิชัย ที่มีลักษณะเด่นคือนั่งขัดสมาธิ พระพักตร์รูปไข่ เหลือบตาต่ำ พระโอษฐ์ยิ้ม พระขนงโก่ง จีวรยาว พระเกศาม้วนใหญ่ แต่ศิลปะในช่วงกำแพงเพชรจะมีหน้าผากกว้าง พระเกศาม้วนเล็ก ในหมวดพระพุทธชินราชลักษณะเด่นคือนิ้วยาวจรดกัน 4นิ้ว

สมัยล้านนา (พุทธศตวรรษที่ 19 – 23) ในสมัยนี้เป็นศิลปะของปาละเรียกพระพุทธรูปในยุคสมัยนี้ว่า “เชียงแสน สิงห์หนึ่ง” มีลักษณะที่สำคัญคือ ขัดสมาธิเพชร พระพักตร์กลม พระโอษฐ์ยิ้ม ขมวดพระเกศาใหญ่ พระรัศมีเป็นดอกบัวตูม พระวรกายอวบอ้วน จีวรสั้น

สมัยอู่ทอง (พุทธศตวรรษที่ 17 – 19) เมืองอู่ทองเป็นเมืองทวารวดีที่ร้างไปแล้วจึงมีกลิ่นอายของยุคทวารวดี  และ ขอมปะปนกันอยู่

สมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ 19 – พุทธศตวรรษที่ 24) ในสมัยอยุธยามีการเพิ่มส่วนฐานของพระพุทธรูปที่เป็นเรื่องราวพุทธประวัติเช่น ปางห้ามสมุทร,ปางห้ามญาติ,ปางเรไร ฯลฯ ซึ่งการสร้างพระพุทธรูปในสมัยนี้ก็จะมีผลต่อไปในยุคสมัยรัตนโกสินทร์ด้วย

สมัยรัตนโกสินทร์ (พุทธศตวรรษที่ 24 – ปัจจุบัน) ในยุคปัจจุบันได้มีการสร้างพระพุทธรูปร่วมสมัยมากยิ่งขึ้นเน้นความสวยงาม โดยมีการผสมผสานกับศิลปะสมัยก่อนกับสมัยใหม่ได้เข้ากันอย่างลงตัว

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าพระพุทธศาสนาอยู่คู่กับคนไทยมายาวนาน ซึ่งแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาหลักสำคัญคือการทำความดี พระพุทธเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ใช้ไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนเท่านั้นดังนั้นการจะให้ศาสนาพุทธของเราคงอยู่เราก็ต้องประพฤติปฏิบัติตนให้ดีเพื่อสืบทอดศาสนาพุทธของเราให้คงอยู่สืบไป