Category: พระพุทธรูปกับคนไทย

ประวัติพระเครื่อง พระสมเด็จวัดเกศไชโย

พระสมเด็จวัดเกศไชโย เป็นพระเครื่องอีกหนึ่งรุ่น ที่ได้รับความนิยมจากบรรดาผู้สะสม และเป็นพระที่อยู่ในตระกูล ‘พระสมเด็จ’ ‘พระสมเด็จวัดเกศไชโย’ พระเครื่องที่ทรงคุณค่า พระสมเด็จวัดเกศไชโย มีลักษณะเป็นพระเนื้อปูนขาว โดยองค์พระจะต้องมีสีขาวมากกว่าสีอื่นๆ เมื่อพลิกดูบริเวณด้านหลังของพื้นฐาน จะปรากฏร่องรอยเป็นรอยกาบหมาก เห็นเป็นริ้วเส้นได้อย่างเด่นชัด หากแต่บางองค์ก็ไม่มี โดยพิมพ์ที่ได้รับความนิยมสะสม มี 3 พิมพ์ ได้แก่… • พิมพ์ 7 ชั้นนิยม • พิมพ์ 6 ชั้นอกตัน • พิมพ์ 6 ชั้น อกตลอด โดย พระสมเด็จวัดเกศไชโย ทั้ง 3 พิมพ์นี้ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม ด้วยวิธีออกแบบตัดขอบข้างทุกด้าน โดยมีความมนแทบทุกองค์ นอกจากนี้ยังรวมถึงทุกมุมด้วย ซึ่งมีกรอบกระจกล้อมรอบขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ทางด้านพุทธลักษณะเมื่อมองโดยรวมแล้ว จะมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งมีความแตกต่างกันตรงบริเวณฐานอาสนะเท่านั้น เพราะมี 7 ชั้น และ 6 ชั้นเท่านั้น นอกจากนี้องค์พระประธานประทับนั่ง นั่งสถิตอยู่ภายในซุ้มครอบแก้วด้วยความน่าเกรงขาม เส้นซุ้มครอบแก้วจะต้องมีความคมชัด […]

Read More

ปุษยคีรีหมายถึงอะไร

“ปุษยคีรี” เป็นจารึกที่มีอายุมากกว่าหลายร้อยปี คาดว่าอยู่ในช่วงประมาณ พ.ศ. 1300 เราเคยมีแนวคิดที่ว่า ปุษยคีรีอาจเป็นชื่อเมืองในสมัยของอู่ทอง ซึ่งคล้ายกับเมืองที่เป็นที่รู้จักกันดีใน “ปุษกราวดี” เมื่อดูจากความหมายที่มันสื่อออกมาแล้วเราสามารถอธิบายได้ดังนี้ ในส่วนของคำว่า “ศิริ” มีความหมายว่า “ภูเขา” ส่วนคำว่า “ปุษย” เป็นภาษาสันกฤตมันมีความหมายว่า “ดอกไม้” เมื่อเรานำคำทั้งสองมารวมกันก็จะมีความหมายว่า “ภูเขาที่เต็มไปด้วยดอกไม้” ดังนั้นมันอาจแปลได้ว่ามันหมายถึง “เขาปุษยะ” ตามตำนานของศาสนาพราหมณ์มันคือสวนของพระวรุณ นอกจากนี้ทางชมพูทวีปยังมีภูเขาสองแห่งที่เรียกว่า “เขาปุษยคิริ” เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งแรกที่ตั้งอยู่ในเมืองนาคารชุนโกณฑ์ และอีกแห่งอยู่ที่รัฐโอริสสา แต่เนื่องจากศิลาจารึกนี่พบอยู่ในบริเวณของเมืองอู่ทอง ทำให้เราคิดได้ว่าภูเขาที่กล่าวถึงคงจะเป็น “แนวเขาทำเทียม” เพราะที่นี่ยังพบโบราณสถานอีกมากมายในสมัยทวารวดี แถมยังมีการขุดพบหลักฐานสำคัญอีกจำนวนมาก สิ่งที่ทำให้แนวเขาทำเทียมกลายเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองอู่ทองนั่นก็เพราะคนในสมัยก่อนมีความเชื่อในเรื่องภูตผีวิญญาณเป็นอย่างมาก จนคิดว่าสิ่งเหล่านี้มักจะอยู่บนภูเขาสูงซึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้คนในสมัยนั้น ความเกี่ยวโยงกับพระเจ้าอโศก มีความเป็นไปได้ที่พระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ. 240 – พ.ศ. 312) จะเผยแพร่ศาสนามาถึงประเทศไทย พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตของอินเดีย เป็นผู้ที่ขยายอำนาจการปกครองแพร่ขยายไปทั่วทั้งดินแดนตะวันตก โดยเฉพาะประเทศอัฟกานิสถาน ไปจนถึงทางตะวันออกอย่างบังกลาเทศ จึงอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เมื่อดูจากการแพร่ขยายอำนาจอย่างรวดเร็วของพระองค์ที่อาจเดินทางมาถึงดินแดนสยาม อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานมายืนยันในเรื่องดังกล่าวนี้โดยเฉพาะหลักฐานที่มีอายุอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน แถมในอดีตตามบันทึกทางประวัติศาสตร์ก็ยังไม่เคยมีการกล่าวถึงการมาเยือนดินแดนสุวรรณภูมิของพระเจ้าอโศก มันคงจะเป็นไปได้ยากเมื่อเราดูจากความสัมพันธ์ของเวลาเมื่อครั้งที่หลวงจีนเสวียนจั้ง (พระถังซัมจั๋ง) ได้เริ่มเขียนบันทึกการเดินทางสู่แดนตะวันตกโดยหนึ่งในสถานที่หมายปลายทางคือการเดินทางไปเยือนภูเขาปุษปคีรีในรัฐโอริสสา โดยช่วงเวลาที่หลวงจีนเสวียนจั้งมีชีวิตอยู่นั้นคือยุคหลังพระเจ้าอโศกเกือบ 900 ปี […]

Read More

ความเป็นมาพระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์

พระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ถูกสร้างขึ้นเนื่องในวันวโรกาสทรงครองสิราชสมบัติ 50 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อถวายเป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลที่ 9 โดยมีความสูง 109 ในรูปแบบของ “ปางมารวิชัย” ซึ่งเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย ในสมัยก่อนนี้เขาชีจรรย์เกือบจะไม่เหลือให้เราเห็นแบบทุกวันนี้แล้ว เนื่องจากเป็นบริเวณที่ถูกระเบิดเอาหินไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเห็นว่ามันควรที่จะเก็บอนุรักษ์เอาไว้ให้คนรุ่นหลังจึงได้สั่งให้ละเว้นการระเบิดไปในที่สุด จุดเริ่มต้นโครงการก่อสร้างพระพุทธรูปแกะสลัก เนื่องจากเป็นงานที่ใหญ่และท้าทายด้านวิศวกรรมในยุคสมัยนั้นเป็นอย่างมาก ทำให้มีการระดมทีมวิศวกรจากไทย – จีน ร่วมการวางแผนในการสร้างร่วมกัน โดยในฝ่ายของไทยนำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา นุตาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านทางธรณีวิทยาของไทย หลังจากที่หลายฝ่ายได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วก็คิดว่าโครงการนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย อย่างไรก็ตามทางฝ่ายเราก็ยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการต่อด้วยการมอบหมายงานก่อสร้างให้แก่บริษัทเอกชนคือ “บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล บลาสเตอร์” ด้วยทุนในการสร้าง 43 ล้านบาท หลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วพระพุทธรูปใช้วิธีแกะสลักด้วยเลเซอร์ แต่ความเป็นจริงแล้วเป็นการใช้วิธีระเบิดผสมกับเครื่องตัดคอนกรีต ส่วนเลเซอร์นั้นใช้สำหรับการนำร่องเพื่อเป็นแนวในการตัดนั่นเอง โดยแนวเส้นจะมีขนาดประมาณ 1 เมตร มีความลึกประมาณ 0.5 เมตร หลังจากที่ทีมก่อสร้างได้ทำการระบิดบางส่วนกลับพอว่าลายเส้นมองเห็นได้ไม่ชัดเจน จึงกลับไปวางแผนกันใหม่อีกครั้ง โดยรอบนี้เปลี่ยนขนาดกว้างเป็น 0.5 เมตร ความลึกประมาณ 0.10 เมตร โดยเมื่อแกะสลักร่องจนเสร็จสมบูรณ์จะเริ่มพ่นซีเมนต์ให้ได้พื้นผิวนูนขึ้นมาเล็กน้อย งานเข้าทีมออกแบบหน้าพระ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ก่อนกลับประองค์ได้สั่งให้เฮริค๊อปเตอร์บินวนเพื่อตรวจสอบความคืบหน้า ทันใดนั้นก็มีคนแจ้งลงมายังเจ้าหน้าที่ด่านล่างว่า “หน้าพระไม่สวย” […]

Read More